รวบรวมจากประสบการณ์จริงของคนไทยที่ย้ายมาทำงานและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2017
จุดเริ่มต้น
ช่วงปี 2016-2017 ทำงานเป็น Sr.UX / Design director อยู่ใน UX agency ในไทย คุณแฟนมาเรียนต่อด้านดีไซน์อยู่ที่ 美術大 แห่งหนึ่งในโตเกียว บินมาหาบ้างเป็นครั้งคราว กับแอบน้อยใจว่าเราเรียนไม่เก่งและไม่มีงบเรียนต่อปริญญาโท เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดว่าจะหางานต่างประเทศดู
เมื่อปี 2016 คือไม่ไหว ประสาทจะกินแล้ว กดสมัครงานรัวๆ ปลายปีโดนเรียกสัมภาษณ์ บินไปสัมฯถึงที่ ต้นปี 2017 ได้ CoE เดือนสี่คือเก็บของย้ายมาเริ่มงานใหม่ที่ญี่ปุ่นเลย 😆 มันเกิดขึ้นเร็วมาก
เมื่อปี 2017 ได้ offer จากบริษัท tourism startup แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เลยตัดสินใจขนคอมกับเงิน 100k บาทแล้วบินมาสมทบกับคุณภรรยาที่เพิ่งเรียนจบ
การเตรียมตัว
สิ่งที่สำคัญคือการพรีเซนต์ตัวเอง เตรียม resume และ portfolio ส่วนตัวคือพยายามเดาว่าบริษัทที่ส่งไปจะชอบโปรไฟล์ชอบงานแนวไหน ปรับงานที่ใส่และเปลี่ยนรูปแบบการพรีเซนต์ตัวเองตามตำแหน่งและบริษัทที่ยื่นสมัคร พยายามไม่ให้เยอะและยาวเกินไป เลือกแค่ผลงานดีๆพร้อมแสดงวิธีคิด
จัดเตรียม resume ตามบริบทและลักษณะของบริษัทที่เราตั้งใจยื่นสมัครงาน ถ้าเป็นบริษัทญี่ปุ่นมักจะเรียกหาฟอร์ม 履歴書 ที่เป็นแบบเฉพาะสำหรับหางานในญี่ปุ่น รวมถึงซักซ้อมการตอบคำถามเผื่อได้รับการเรียกสัมภาษณ์ครับ
เริ่มต้นหางาน
พอเตรียม pack สมัครงานเสร็จแล้วตอนนั้นคือถล่มปูพรมส่งไปใน Linkedin พยายามหางานดีไซน์ที่ไม่ต้องการสกิลภาษาญี่ปุ่นเพราะรู้ตัวว่าไม่ฉลาดขนาดจะขุนตัวเองเรียนภาษาใหม่ได้ภายในปีสองปี นอกจากนั้นก็คือเข้าไปตาม career page ของบริษัทต่างๆแล้วส่งผ่านทางนั้นโดยตรงเลย
ผลประกอบการ: หลังจากนั่งหานั่งสมัครมาเกือบๆสองปี รวมบริษัทที่ส่งทั้งทาง Linkedin และทางตรงประมาณ ~200 ตำแหน่งงาน ตอบมาเยอะแต่มีได้สัมภาษณ์จริงจังแค่ 3 คิดเป็นประมาณ ~1.5% นอกนั้นคือถูกปฎิเสธโดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะภาษาญี่ปุ่นและเหตุผลรองลงมาคือไม่ซัพพอร์ตเรื่องวีซ่า
ขอบคุณตัวเองที่ทนส่งสมัครงาน 200+ ที่ ได้สัมภาษณ์ 3 ที่ ได้ offer 1 ที่แล้วคว้าไว้
หลังจากได้ Offer
หลังจากผ่านการสัมภาษณ์และตกลงค่าเหนื่อยกันเรียบร้อยแล้วทางบริษัทต้นทางก็จะดำเนินการออกเอกสาร CoE ให้เพื่อให้เราไปยื่นขอวีซ่าทำงาน ทั้งนี้จำนวนปีที่ได้จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทางสถานทูตครับ หลังจากได้วีซ่าแล้วพอเราเดินทางมาก็จะเอามาแลกเป็นบัตรต่างด้าวต่อไป
ถ้า Hire จาก ตปท ปกติมี relocation package ให้ด้วย
เคสตัวอย่าง
เคสตัวอย่าง 1: คุณภรรยามาเรียนปริญญาโทด้านดีไซน์มหาลัยศิลปะในโตเกียวด้วยวีซ่านักศึกษาวิจัยเมื่อปี 2014 หลังจากเรียนจบก็เริ่มหางานต่อ โดยรัฐบาลจะให้โอกาสหางานอีก 6 เดือนหลังวีซ่านักเรียนหมดอายุแต่ทั้งนี้สามารถขอผ่อนผันได้ หลังจากได้งานบริษัทก็เปลียนเป็นวีซ่าทำงานให้แทน
เคสตัวอย่าง 2: มิตรสหาย software engineer ท่านหนึ่งได้รับการติดต่อจากบริษัทรีครูทเตอร์ผ่านทาง Linkedin ให้มาทำงานในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งด้วยวีซ่าทำงานระยะสั้นโดยต่ออายุสัญญาทุกๆ 6 เดือน หลังจากทำงานไปได้สักระยะก็เริ่มสมัครและย้ายงาน และเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานระยะยาวแทน
เคสตัวอย่างอื่นๆ: ยังมีอีกหลายเส้นทางที่เป็นไปได้นอกเหนือจากการสมัครงานโดยตรงจากไทยซึ่งโอกาสน้อยกว่า เช่นมาเรียนโรงเรียนภาษาโดยวีซ่านักเรียน จากนั้นก็พยายามหางานที่ช่วยต่อหรือเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานให้ รูธนี้ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน
ย้ายประเทศมันก็ไม่ง่ายอ่ะ
ยกตัวอย่างปกติเค้าจะ relocate กันแบบตำแหน่งเดิม แต่นี่คือต้องมาเริ่มใหม่ตั้งแต่เป็น part-time, associate designer ทั้งๆที่ก่อนย้ายมาเป็นระดับ senior หรือ director แล้ว 😂
สรุปคือก็ต้องเหนื่อยพิสูจน์ตัวเองเยอะอยู่
สมัยปี 2017 อยู่ที่ไทยได้เงินเดือนอยู่ที่ 60,000 บาทต่อเดือน พอย้ายมาแล้วได้เงินเดือนประมาณ 280,000 เยนต่อเดือน เท่ากับราวๆ 90,000 บาท ตอนนั้นค่าเงินยังไม่แย่
เห็นแบบนี้คิดว่าคุ้ม แต่ที่จริงไม่ใช่
เพราะภาษีที่นี่โหดมาก 🔥 หักนู่นนี่แล้วเหลือพอๆกัน และอย่าลืมว่าบ้านก็ต้องเช่า
ช่วงแรกก็เหนื่อยๆอยู่ คุยกับคุณภรรยาว่าหรือเราจะย้ายกลับไทยกันดีนะ เพราะอยู่มาครึ่งปีเก็บเงินไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย
จุดเปลี่ยน
จนกระทั่งมีรีครูทเตอร์ชวนไปกินราเมง ใช่แล้ว ราเมง 🍜
พอได้นั่งคุยเลยได้รู้ว่าไอ้เงินเดือนที่เรารับอยู่นั่น มันเป็นเรทเด็กจบใหม่เลยนะ 🙃
เลยส่ง resume ให้รีครูทเตอร์คนนั้นไป แบบเห้ย ประสบการณ์ 6-7 ปีแล้วนะ มีงานอะไรให้ทำบ้าง
รีครูทเตอร์เลยแนะนำบริษัทปัจจุบัน ตอนแรกก็ไม่รู้จัก รู้แค่ว่า Offer ในต่ำแหน่ง part-time ให้มากกว่าที่เดิมสองเท่าเป็นอย่างต่ำ
แล้วจะรออะไรอยู่ อยู่แบบเดิมก็ไม่ไหว ถึงจะเสี่ยงก็ต้องลองดู 💪
มาทำบริษัทปัจจุบันคือเปลียนไปเลย ทั้งบรรยากาศการทำงาน และไลฟ์สไตล์ เพราะเงินเดือน x2 เน้นๆจากปีละ 3 ล้านเป็น 6 ล้านเยน
คือรู้ละว่าเค้าจ่ายกันเท่าไหร่ เลยตั้งเป้าว่าต้องกลายเป็นพนักงานประจำให้ได้ ไม่ต้องเป็น dispatcher บ. รีครูท
มารู้ทีหลังว่าโดนหักหัวคิวไป 30-40% ทุกเดือน 💸
เนื่องจากฐานเงินเดือนเก่าต่ำมากทางบริษัทเลย offer ให้จาก part-time เป็นแค่ associate
ประเด็นคือ เริ่มต้นที่ 8 ล้านเยนต่อปี
ใจตอนนั้นคือ เห้ยขนาด entry level ยังขนาดนี้ ถ้าเราไต่ไปให้ถึงจุดที่เราเคยอยู่ ความรับผิดชอบเท่าเดิมจะเท่าไหร่นะ
คิดได้แบบนั้นไฟก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง 🔥
การเติบโต
⬆️ 5 เดือนจาก part-time เป็น associate ⬆️ 11 เดือนจาก associate เป็น mid-level ⬆️ เกือบ 3 ปี จาก mid เป็น senior
Internal promotion 3 ครั้งใน 4 ปีถือว่าไม่แย่เนาะ 🙂 ถึงว่าจะไม่เร็วอย่างที่ใจคิด
แต่ฐานเงินเดือนตอนนี้ไปไกลกว่าจะเปรียบเทียบกับที่ไทยได้แล้ว
เลยตัดสินใจปักหลัก 📍
คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นในบริษัทเดียวกัน บอกว่าอย่างเรานั้นเอาเป็น case study ได้แต่ไม่ใช่กับทุกคน เพราะเป็นเคสพิเศษ และบริษัทอินเตอร์ในญี่ปุ่นซึ่งมีน้อย จ่ายหนัก และไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้มาทำงาน 💼
สรุปคือ มันยาก และอาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่ก็คุ้มที่จะลองสักตั้ง 💪
มาอยู่ญี่ปุ่นระยะยาวด้วยวีซ่าอะไรได้บ้าง?
💼 Work Visa หรือวีซ่าทำงาน
เส้นทางหลักของคนที่วางแผนว่าจะย้ายมาอยู่ระยะยาว มีหลายสายหลายประเภท เช่น
🔹 วิศวกรรม/ไอที/เทคโนโลยี คนไทยสาย tech และวิศวกรมีโอกาสสูงมากที่จะได้งานในญี่ปุ่น เป็นไปได้ตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 5 ปี
⚠️ เตือนตรงนี้ว่าประเทศญี่ปุ่นเคร่งเรื่องตรวจคนเข้าเมืองมากและไม่มีกรณียกเว้นแบบอเมริกา ถ้าหากโดนจับได้ว่าหนีหรือ over stay โดยไม่มีเหตุอันควร มีสิทธิ์โดน blacklist ห้ามเข้าประเทศตลอดชีพนะ
🏡 วีซ่าถาวร (Permanent Resident)
ถ้าอยากอยู่ญี่ปุ่นแบบระยะยาวโดยไม่ต้องต่อวีซ่าบ่อยๆ หรืออยากได้รับสิทธิ์ใกล้เคียงกับพลเมืองญี่ปุ่น การขอ PR ก็เป็นอีกตัวเลือกนึง
ตัดสินใจถูกจริงๆที่เปลี่ยนเป็น Permanent resident ตอนนี้พอมีเรื่อง layoff เลยเบาใจไปเยอะกว่าคนที่มี working visa แบบอื่นที่จะมีเวลาแค่ 6 เดือนเพื่อหางานใหม่มาต่อวีซ่า 😌 ส่วนเราเงินไม่หมดก็ไม่กลับ
ส่วน PR เหมือนคนญี่ปุ่นหมดเลย จะย้ายไปไหนก็เป็นสิทธิ์ ไม่ต้องแจ้ง ไม่ต้องต่อวีซ่าบ่อยๆ ออกนอกญี่ปุ่นโดยไม่ต้องแจ้งได้นานขึ้น กู้บ้านกู้รถได้ 100% แค่ไม่มีพาสปอร์ตกับสิทธิ์เลือกตั้ง
เรื่องภาษา
โดยเฉพาะถ้าไม่ได้อยู่ใน tech industry และการมีสกิลภาษาญี่ปุ่นยังเป็นการเพิ่มตัวเลือกและความเป็นไปได้ในการหางาน แต่ก็มีเคสเช่นตัวผมเองที่ไม่ได้ภาษาเลยเหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่ทางปกติแน่ๆ
Talking about job, Japanese is optional if you're in tech. If you work in tech and you're good enough, Japanese is optional. I'm proof of that. I never made a serious effort to learn the language. Sure, I can follow conversations and get by, but I usually just reply in English.
ยังคงยืนยันว่าถ้าอยากหางานต่างประเทศ software engineer อ่ะ หาง่ายสุด
เว็บไซต์ที่แนะนำในการหางาน
Linkedin ส่วนใหญ่เป็นงานสาย tech และ บ.รีครูทเตอร์ส่วนใหญ่จะตามหาคนกันในนี้ครับ พวกที่ไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นมักจะไปลงที่นั่น
GaijinPot มีงานที่ไม่ใช่สาย tech อยู่เยอะพอควร
Wantedly มีงานหลายๆแบบคละๆกันไป เป็นภาษาญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่
นอกจากนั้นก็แนะนำให้ลองไปหาในเว็บบริษัทที่อยากไปทำงานด้วยเลยเหมือนกันเพราะส่วนใหญ่แล้วส่งตรงจะมีโอกาสมากกว่าครับ อีกทางก็พวกบริษัทรีครูทเตอร์ครับ
สรุป 4 ข้อสำคัญ
✈️ (1) เอาตัวเองมาอยู่ที่นี่ให้ได้อย่างถูกต้องจะหางานง่ายขึ้น
บ.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากออกวีซ่าให้จากประเทศต้นทางเนื่องจากการเดินเรื่องยุ่งยากยกเว้นเป็น บ.ใหญ่ๆ ถ้าตัวมาอยู่นี่แล้วมีวีซ่าประเภทอื่นอยู่เช่นนักเรียนแล้วทำเรื่องเปลี่ยนจะง่ายกว่าครับ
🎌 (2) ภาษาเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา
โดยเฉพาะถ้าไม่ได้อยู่ใน tech industry และการมีสกิลภาษาญี่ปุ่นยังเป็นการเพิ่มตัวเลือกและความเป็นไปได้ในการหางาน แต่ก็มีเคสเช่นตัวผมเองที่ไม่ได้ภาษาเลยเหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่ทางปกติแน่ๆ
📄 (3) เตรียมเอกสารและตัวเองให้พร้อมเพื่อรอโอกาส
จัดเตรียม resume ตามบริบทและลักษณะของบริษัทที่เราตั้งใจยื่นสมัครงาน ถ้าเป็นบริษัทญี่ปุ่นมักจะเรียกหาฟอร์ม 履歴書 ที่เป็นแบบเฉพาะสำหรับหางานในญี่ปุ่น รวมถึงซักซ้อมการตอบคำถามเผื่อได้รับการเรียกสัมภาษณ์ครับ
🎯 (4) หาจากเว็บไซต์ที่ถูกต้อง
Linkedin, GaijinPot, Wantedly และ career page โดยตรงของบริษัทที่สนใจ
เรื่องเงินและค่าครองชีพ
ตามประสบการณ์แล้วถ้ารายได้ต่อปีไม่ถึง 4-5 ล้านเยนก็จะตึงนิดนึง มันแล้วแต่การใช้ชีวิต life style ต่างๆนาๆด้วย แต่ยังย้ำเรื่องเดิมว่าถึงตอนย้ายมาอาจจะเริ่มใหม่ดูเงินเดือนน้อย แต่โอกาสที่จะโตได้ก็มีมากกว่าเช่นกัน เพราะ ceiling เงินเดือนในญี่ปุ่นมันสูงกว่าไทยมาก 🙂
เป็นเรื่องที่เคยบอกแต่อาจจะไม่เคยเน้นย้ำขนาดนี้ คือเวลาหางานต่างประเทศ หลายคนจะบอกว่าภาษีแพงประเทศนู่นนี่ถูกกว่าตั้งเยอะ ตอนนี้เลยถือโอกาสมาเน้นว่าให้ศึกษาเรื่องกฎหมายแรงงานของประเทศเป้าหมายด้วย
เรื่อง Reskill
มีถามเรื่อง reskill กันเยอะ น่าจะเพราะเห็นเราทำ UX เลยจะไปเรียนก็พอจะแนะนำได้ครับ แต่ทั้งนี้ถ้าความตั้งใจคือเรียนเพื่อย้ายมาทำงานในญี่ปุ่นแนะนำให้เรียนสาย dev ครับเพราะตลาดต้องการและไม่บังคับใช้ภาษาญี่ปุ่น ต่างกับสาย design ที่ตลาดงานไม่กว้างและส่วนใหญ่ต้องใช้ภาษาครับ
ถ้าจะมาสาย academic ก็เป็นอีกทางเลือกครับ คือมาเรียนปริญญาโทด้านดีไซน์ที่นี่ แต่เท่าที่คุณภรรยาเล่าให้ฟังคือเข้ายากมาก ยังไม่รวมว่าต้องเขียนเล่มจบเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก ผมแค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว เลยมาสายแรงงานเนี่ยแหละครับ 😂
คำแนะนำเพิ่มเติม
เป็นสิ่งที่ย้ำให้หลายๆคนที่มาปรึกษาเรื่องย้ายถิ่นฐานมาอยู่มาทำงานที่ญี่ปุ่นฟัง
เอาจริงๆเรื่องญี่ปุ่นให้วีซ่าง่ายขึ้น ลุ้นวีซ่าหางานหรือมาเป็นนักเรียนยังจะมีแววซะกว่า
เอาจริงคือผม UX มาก่อนครับ แล้วตัดสินใจมาทำ industry ท่องเที่ยวเพราะเค้าให้วีซ่าย้ายมาญี่ปุ่น 😆
ที่บอกว่าหางานนอกที่จ่ายมากกว่าเงินเดือนไม่ได้เลย เอาจริงคือทำโปรดักส์ของ US ย้ายรัฐไกลดั่งย้ายประเทศเลย
ถ้าหางานที่พาย้ายไม่ได้ง่ายที่สุดคือเอาตัวมาอยู่ก่อน เรียนภาษาอะไรก็ว่าไป วีซ่าเปลี่ยนได้ทีหลัง 😊
ทิ้งท้าย
สุดท้ายคือประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะมันไม่มีแบบแผนตายตัว ยากง่ายต่างกันตามจังหวะเวลา โอกาส ความพร้อม ความสามารถ ตัวแปรมันเยอะเลยลอกกันเป๊ะๆแบบข้อสอบปรนัยไม่ได้ คือมันก็ไม่ง่ายแหละ แต่ให้คิดซะว่าแทงหวย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ถูก ไม่เริ่มก็ไม่มี ไม่ลงมือโอกาสก็เป็นศูนย์เนาะ 🙂
มีหลายคนที่อยากมาทำงานต่างประเทศ มีหลายคนอีกที่อยู่ๆ ก็ได้มาแบบจังหวะ โอกาส และความสามารถลงตัวสุดๆ ส่วนตัวนี่วางแผนอยู่สองปีได้ คือเชื่อว่าตัวเองพร้อม เตรียมพอร์ต เตรียมโปรไฟล์ไว้ แต่จังหวะโอกาสไม่มา พอมาปั๊ปก็กระโดดงับเลย ไม่รอช้า ประหนึ่งว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่
ยังคงนับว่าการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในทศวรรษของชีวิตคือการย้ายออกมาทำงานต่างประเทศเมื่อตอนปี 2017
รวมๆคือลองมาหมด ตั้งบริษัทแล้วเจ๊งตอน 24 ระหว่างนั้นก็ย้ายงานค้นหาตัวเอง เรียนสกิลใหม่ไปเรื่อยๆ จนย้ายออกมาทำงานต่างประเทศตอนอายุ 28
"ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ถูก ไม่เริ่มก็ไม่มี ไม่ลงมือโอกาสก็เป็นศูนย์"
